วันที่ 19 กันยายน 2021 11:29 PM
Championsweek2015.com

แมนยูยุคเกลเซอร์

อัพเดทเมื่อ 5 พฤษภาคม 2021 เข้าดู 8 ครั้ง

แมนยูยุคเกลเซอร์ ถูกตีแผ่หลังจากโดนสาวก “เร้ด อาร์มี่” รวมตัวประท้วงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

แมนยูยุคเกลเซอร์ จะเป็นอย่างไรต่อไปหลังจากนี้ ที่เพิ่งโดนสาวก “เร้ด อาร์มี่” รวมตัวประท้วงกันหนักเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้เกิดความวุ่นวาย จนเป็นสาเหตุให้ในเกม “แดงเดือด” ที่ต้องรับมือกับ ลิเวอร์พูล ณสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มีเหตุให้ต้องเลื่อนการแข่งขันออกไปแบบไม่มีกำหนด

หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ถึงการที่ตระกูลเกลเซอร์ เริ่มตั้งแต่กู้เงินมาซื้อสโมสร ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องแบกหนี้ที่ติดอยู่ถึง 526 ล้านปอนด์ด้วยกัน และยังต้องรับภาระการใช้หนี้ส่วนหนึ่ง ที่เป็นของตระกูลเกลเซอร์เองด้วย และส่วนทีมใน พรีเมียร์ลีก ที่มีหนี้เยอะกว่าคือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

โดยย้อนไปช่วงแมนยูยุคเกลเซอร์ ในปี 2016 มีรายได้ถึง 515 ล้านปอนด์ ในปีต่อมาทำรายได้ไป 581 ล้านปอนด์ ในช่วงปี 2018 ทำได้ 590 ล้านปอนด์ และปี 2019 ก็ทำไปสูงถึง 627 ล้านปอนด์ ส่วนปัจจุบันในปี 2020 มีรายได้ 509 ล้านปอนด์ แต่ก็นับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้ว ที่ทางสโมสรไม่เติบโตในด้านรายได้

รวมไปถึงรายได้จากทีวีที่หดหายไป ส่วนค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดทั้งหมด จากเมื่อปี 2020 คือตัวเลข 140 ล้านปอนด์ ที่สโมสรแมนฯ ยูไนเต็ดได้รับ หากจะเทียบกับปี 2006 เป็นช่วงปีแรกที่ แมนยูยุคเกลเซอร์ ได้เข้ามาบริหารทีม ตอนนั้นได้เงินจากด้านนี้ไปเพียง 46 ล้านปอนด์

ย้อนไปช่วงปีก่อนวงการฟุตบอลสมัยใหม่ ได้มีการยอมรับในเรื่องค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ที่ถือเป็นหนึ่งในรายได้หลักของเหล่าสโมสรฟุตบอล ก็จะมี 3 ทีมในเกาะอังกฤษ ที่ยังได้เงินด้านนี้มากกว่าคือ ลิเวอร์พูล ได้ไปสูงถึง 202 ล้านปอนด์ แมนฯ ซิตี้ ที่ได้เงินเข้าสโมสร 190 ล้านปอนด์ และ เชลซี ที่ทำรายได้ไป 183 ล้านปอนด์

หากจะเจาะลึกลงไปแล้วนั้น ทางสโมสรแมนฯ ยูไนเต็ด มีส่วนการจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 817 ล้านปอนด์ ทำให้พอเอาตัวเลขไปประเมินรวมกับด้านอื่น  ภายใต้การบริหารงานของ แมนยูยุคเกลเซอร์ ก็จะเห็นว่ามีผลประกอบการโดยรวมนั้น ยังเป็นการขาดทุนอยู่ถึง 92 ล้านปอนด์ด้วยกัน

ถ้าจะนับช่วงระหว่างปี 2010-2020 วิเคราะห์ทีมแมนยู ที่จะต้องเสียเงินให้กับค่าดอกเบี้ยรวมแล้วจำนวนมากถึง 496 ล้านปอนด์ ทำให้นับเป็นเป็นทีมจาก พรีเมียร์ลีก ที่มีค่าใช้จ่ายด้านนี้สูงที่สุดในช่วง 10 ปี เทียบกับสโมสรใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล ที่เสียเงินด้านนั้นไปเพียง 29 ล้านปอนด์แมนยูยุคเกลเซอร์

ตระกูลดังใจปล้ำพร้อมจ่ายเงินก้อนโต สูงถึง 90 ล้านปอนด์ให้กับสเปอร์ส ลบคำครหา แมนยูยุคเกลเซอร์ ยื่นข้อเสนอซื้อตัว แฮรี่ เคน

โดยเหตุความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น เป้าหมายหลักของกลุ่มแฟนบอล คือต้องการเรียกร้องให้ แมนยูยุคเกลเซอร์ ขายสโมสรไป แต่สุดท้ายมีประกาศชัดเจนว่าจะไม่ขายทีมเด็ดขาด และยังพร้อมเดินหน้าที่จะบริหาร “ปีศาจแดง”  เพื่อเป็นการลดกระแสความเกลียดชังของกลุ่มแฟนบอล

ทางบอร์ดบริหารใหญ่ของสโมสร “เร้ด เดวิลส์” เตรียมพร้อมที่มอบทุนก้อนใหญ่ให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม นำไปใช้เพื่อเป็นทุนในการเสริมทัพทันทีหลังจากจบฤดูกาลนี้ หนึ่งในนักเตะระดับโลกที่เขาหมายตาคนแรกๆ ก็คือ แฮรี เคน จากสโมสรสเปอร์ส 

ในตอนแรกทาง แดเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสร มีการยืนยันว่าถ้าจะปล่อย ตัวนักเตะทีมชาติอังกฤษออก ก็คงจะไม่ขายให้กับสโมสรในอังกฤษ แต่ด้วยสถานการณ์ด้านการเงินของทางสโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ที่มีความจำเป็นต้องหาทุน ในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้ จึงส่งผลให้คิดทบทวนแผนใหม่อีกครั้ง

เคยมีสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงของ ไก่เดือยทอง ถึงโอกาสที่ แฮรี่ เคน จะย้ายไปเล่นให้กับทีมมหาอำนาจจากเมืองแมนเชสเตอร์ว่า หากทางสโมสรจะยอมทุ่มเงินมหาศาลอย่างบ้าเลือดให้กับ แดเนียล เลวี่ เจ้าของทีมพิจารณานั้นก็อาจจะมีความเป็นไปได้ ด้วยปัญหาที่ประสบอยู่ของทีมด้วย

หากทางด้าน แมนยูยุคเกลเซอร์ กล้าทุ่มเงินมากถึงจำนวน 90 ล้านปอนด์จริงตามที่เป็นข่าว กรณีที่จะคว้าตัว แฮรี่ เคน วัย 27 ปี ไปร่วมค้าแข้งกับทีมของตน ตามที่ได้ร้องขอต้นสังกัดย้ายทีม เป็นกระแสข่าวดังมาก่อนหน้านี้ ทางด้านประธาน เลวี่ อาจต้องยอมรับข้อเสอนนี้เอาไว้เป็นแน่

อีกกระแสการเรียกร้องของแฟนบอล แมนยูยุคเกลเซอร์รวมตัวไม่สนับสนุนสินค้าและบริการทุกชนิด หากเหล่าสปอนเซอร์ไม่ยกเลิกสัญญา

หากจะนับตั้งแต่ปี 2005 มาจนถึงปัจจุบัน สามารถทำรายได้ไปสูงถึง 5.9 พันล้านปอนด์จนทำให้พวกเขานับเป็นทีมจากเกาะอังกฤษ ที่ทำรายได้เยอะมากที่สุด หากนับในช่วงเวลาเดียวกัน และถือเป็นการส่งผลให้จนถึงตอนนี้ แมนยูยุคเกลเซอร์ ทำกำไรจากการดำเนินงานได้เพียง 467 ล้านปอนด์

การที่บริษัทสปอนเซอร์เหล่านั้นยังจ่ายเงิน ให้ในช่วงการบริหารของตระกูลเกลเซอร์ ก็จะเหมือนกับว่าเป็นการทำร้ายทีมไปด้วย แฟนบอลกลุ่มหนึ่งจึงได้เขียนจดหมายเข้าไป เพื่อเรียกร้องให้บรรดาสปอนเซอร์ของทีม พากันถอนตัวจากการเป็นผู้สนับสนุนสโมสร และกล่าวจะไม่สนับสนุนสินค้าหากไม่ถอนตัวออก

สาวก “เร้ด อาร์มี่” ส่วนใหญ่ต่อต้านตระกูลเกลเซอร์กันมานาน ด้วยการที่ผู้บริหารของทีม คิดที่จะให้ทีมไปเล่นลงเล่นศึก ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก จึงทำให้แฟนบอลทัพ “ปีศาจแดง” เดือดดาลมากขึ้น จนทำการประท้วงและขับไล่ย่างหนักเกิดขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

กองเชียร์กลุ่มหนึ่งก็ถึงขั้นบุกเข้าไปภายในสนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด  จนส่งผลทำให้เกมแดงเดือดต้องถูกยุติยกเลิกไป ยังไม่มีกำหนดกลับมาเตะอีกครั้งในรายการนี้ และกลายเป็นข่าวดังไปจนทั่วโลกลูกหนัง สร้างความเดือดร้อนใจให้กลุ่มแฟนบอล พากันร่วมต่อต้านสปอร์นเซอร์ของสโมสรตามที่กล่าวมา

เพราะเหล่าสาวกปีศาจแดง มองว่าจำนวนเงินจากสัญญาด้านสปอนเซอร์นั้น จะถูกใช้ไปกับการชำระหนี้แทนการมาดูแลสโมสร และกลายเป็นเพียงเงินปันผลของพวกผู้บริหารเท่านั้น การสนับสนุน แมนยูในยุคของตระกูลเกลเซอร์ ถือว่าไม่ได้เป็นการสนับสนุนสโมสร แต่อย่างใด

ตระกูลเกลเซอร์นั้นกระหายรายได้จากการตลาด ส่วนสปอนเซอร์ก็ได้ประโยชน์จากฐานแฟนบอล ทำให้สินค้านั้นติดตลาดโลกไปด้วย ที่ผ่านมาแฟนบอลต้องสิ้นหวัง เกี่ยวกับหนี้จำนวนมากที่เป็นตัวถ่วงให้สโมสรไม่ก้าวหน้า ทำให้ทีมไม่สามารถใช้เงินของสโมสร ในการนำไปเป็นทุนลงชิงชัยตามที่สมควรจะเป็น

จะว่าไปแล้วมีข่าวแฟนบอล ที่ไม่พอใจตระกูลเกลเซอร์นี้มีมาอย่างยาวนานทีเดียว นับตั้งแต่ที่สโมสรถูกเทคโอเวอร์มา สาวก เร้ด อาร์มี่ ก็พยายามหาทาง วิเคราะห์บอล แก้ไขทุกวิธีที่จะเป็นไปได้ ตั้งแต่การเริ่มประท้วงแบบสันติ ไปจนถึงการเขียนจดหมายมาก่อนหน้านี้

หรือแม้แต่การที่กลุ่มทุนนำโดยแฟนบอล ที่พยายามจะยื่นข้อเสนอขอซื้อหุ้นของทีมมาโดยตลอด แต่ก้ได้รับการเมิเฉยจากตระกูลเกลเซอร์ในความพยายามนี้ เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะสร้างความเชื่อใจกับแฟนบอล แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน โจเอล เกลเซอร์ ก็ปฏิเสธการนัด ที่จะเข้าร่วมการประชุมกับแฟนบอล 

เหตุนี้จึงทำให้แฟนบอลไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะใช้วิธีนี้เล่นงานตระกูลเกลเซอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดมั่นอย่างที่สุด ในเรื่องรายได้ด้านการตลาดที่เป็นรายรับของสโมสรมาตลอด และชื่อเสียงรวมถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ หากการที่สปอนเซอร์จะไม่ถอนตัวออกไป หมายถึงอยากการเล่นงาน แมนยูด้วย

ดังนั้นการสนับสนุนสโมสรในยุคตระกูลเกลเซอร์ เปรียบเหมือนเป็นการทำร้าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฟุตบอล คลับ กลุ่มแฟนบอลพร้อมจะร่วมกันบอยคอตต์สินค้า พร้อมทั้งพยายามสร้างความเสื่อมเสียให้กับแบรนด์ และหันไปสนับสนุนบริษัทที่เป็นคู่แข่ง จนกว่าจะยกเลิกเป็นพันธมิตรด้านการตลาด กับตระกูลเกลเซอร์ก่อน

 

การอัปเดตทุกๆข้อมูลวงการฟุตบอลสามารถติดตามได้ทางช่องทาง www.championsweek2015.com

 

พรีเมียร์ลีก ล่าสุด