วันที่ 16 ตุลาคม 2021 3:49 PM
Championsweek2015.com

ปีกซ้าย เดเมี่ยน ดัฟฟ์

อัพเดทเมื่อ 24 พฤษภาคม 2021 เข้าดู 36 ครั้ง

ปีกซ้าย เดเมี่ยน ดัฟฟ์ ตำนานปีกซ้ายฟ้าประทาน

ปีกซ้าย เดเมี่ยน ดัฟฟ์ ตำนานปีกซ้ายฟ้าประทานปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับ ว่าปัจจุบันนี้สโมสรฟุตบอลเชลซี ที่มีสมญานามว่าสิงโตน้ำเงินคราม ถือเป็นหนึ่งสโมสรระดับพี่เบิ้มของเกาะอังกฤษ ด้วยความสำเร็จที่เป็นชิ้นเป็นอันนี้ ตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีหลังมานี้เลยครับ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเม็ดเงินทุนที่แน่นหนาจากชายชื่อโรมันอับราโมวิช นับตั้งแต่ที่เสี่ยหมีเข้ามาเทคโอเวอร์ สโมสรสีน้ำเงินแห่งนี้เมื่อปี 2003 ถ้วยแชมป์รายการต่างๆจะทยอยพาเหรดเข้าสู่ตู้ไม่ขาดสาย และหากจะพูดถึงจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ภายใต้ยุคของเสี่ยหมีเราต้องนึกถึง ทีมงานนักฟุตบอลในช่วงเวลาดังกล่าวครับ

ซึ่งในชื่อที่หลายคนอาจจะลืมย่อมต้องเป็น ปีกซ้าย เดเมี่ยน ดัฟฟ์ ปีกตัวจี๊ดๆคนนี้ยังไม่ต้องสงสัย ไปทำความรู้จักกับนักฟุตบอลคนแรก ที่ย้ายมาร่วมทีมอีกครั้งที่ท้องฟ้าเหนือจะเปลี่ยนมา เป็นของโรมันอับราโมวิชและนักเตะคนนั้นก็คือ เดเมี่ยน ดัฟฟ์ นั้นเองหากเล่าถึงประวัติดัฟฟ์เกิดเมื่อปี 1979 ที่เมืองในประเทศสาธารณรัฐไอร์แลนด์ และก็เป็นปกติครับที่เด็กผู้ชาย ซึ่งเกิดในยุคสมัยนั้นจะมีกิจกรรม สันทนาการเป็นการเล่นฟุตบอล เพราะไม่มีอะไรให้สนใจมากไปกว่านั้นได้ เป็นนักแตะเดินตามรอยการเป็นนักฟุตบอล แบบตรงเป๊ะทุกระเบียบนิ้วครับ

เขาเล่นฟุตบอลกับทีมระดับโรงเรียน และทีมท้องถิ่นในประเทศบ้านเกิดจนถึงอายุ 17 ปีจึงได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นนักฟุตบอลฝึกหัด เดเมี่ยนดัฟฟ์แบล็คเบิร์นโรเวอร์ส ลีกอังกฤษเมื่อปี 1996 โดยเดเมี่ยน ดัฟฟ์ครับเป็นผู้เล่นประเภทจรวดเลยที่ เร็วมาตั้งแต่เด็กจุดเด่นเรื่องของการเลี้ยงบอล ด้วยความรวดเร็วกระชากผ่านคู่แข่งคือสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นพรสวรรค์ส่วนตัวของเขาเลยก็ไม่ผิดนะครับ ซึ่งตรงจุดนี้เองนะครับที่เขาหมั่นฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ

จนในที่สุดเพียงแค่ 2 ปีเขาก็ได้มีโอกาสประเดิมสนาม ให้กับทีมชุดใหญ่ของสโมสรกุหลาบไฟ ซึ่งเป็นเกมนัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1996-1997 ๆในวันนั้นในแม่ดัฟฟ์โชว์ผลงานออกมา จนสามารถคว้าตำแหน่งแมนออฟเดอะแมตช์ ในเกมนั้นมาครองได้อย่างสวยงาม ต่อมาในซีซั่นใหม่เดเมี่ยนดัฟฟ์ครับก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักให้กับทีมด้วยยังไม่ถึง 20 ปีดีแต่ได้ความสามารถของเขา ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้จึงทำให้เขา ก้าวมายืนตรงจุดนี้แม้ทีมจะต้องตกชั้นไป

เล่นดิวิชั่น1ในปี 1999 ถึงปี 2000 เขาก็ไม่ได้ทิ้งไปไหนแม้จะถูกทีมในลีกสูงสุดสนใจก็ตาม เขาใช้เวลา 2ปีฤดูกาลตุลากลับมาอีกครั้งในฤดูกาล 2001-2002 ฤดูกาลแรกที่กลับมาหายใจ บนลีกสูงสุดเขาเป็นส่วนสำคัญ ที่พาสโมสรกลับเป็นแชมป์ลีกคัพใด้สำเร็จ โดยชัยชนะเหนือทีมสเปอร์และในฤดูกาล 2002-2003 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของเขากับทีมแบล็กเบิร์นโรเวอส์ แม้เขาจะต้องพบเจอกับอาการบาดเจ็บที่รุมเร้า จะรบกวนอยู่บ่อยครั้งบ่อยหน

ทั้งที่เขาไปกลับมาลงสนาม เขาสร้างผลงานที่โดดเด่นได้เสมอ จนมีผลงานทำไปประตูและกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดประจำทีม ในซีซั่นดังกล่าวและพร้อมกับพาทีมกุหลาบไฟจบอันดับที่ 6 ในตารางพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นใบผ่านทาง ในการได้รับสิทธิ์เล่นฟุตบอลถ้วยเล็กในยุโรป ในฤดูกาลถัดไปนั่นเองครับในเวลานั้น เดเมี่ยน ดัฟฟ์ อายุ 24 ปีและถือเป็นนักฟุตบอลที่มีความร้ายกาจ ระดับแถวหน้าของวงการฟุตบอลอังกฤษ และมีทีมใหญ่หลายทีมตามมะรุมมะตุ้ม เวียนมาขายขนมจีบให้เขาเป็นระยะระยะ

ซึ่งในตอนนั้นนะครับเชลซีต้องแย้งกับลิเวอร์พูล ที่ให้ความสนใจในตัวของดัฟฟ์เช่นกัน แต่สุดท้ายนะครับเป็นสิงโตน้ำเงินครามเชลซีจึงถูกหวยรวยเบอร์ใหญ่ แต่เจ้าของทีมได้เข้ามาบริหารจัดการรายได้ โรมันอัพบราโมวิชคนนี้เป็นของรายการจ่ายเงินไปถึง 17 ล้านปอนด์ซึ่งถือว่าเยอะมากนะครับในช่วงเวลานั้น เพียงแค่นั้นน้ำเงินครามเขากำลังสร้างผลงานชิ้นเยี่ยม ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกที่เชลซีนะครับบดเอาชนะสีรีน่าด้วยสกอร์ 2-0 และหลังจบเกมทุกคนให้คำนิยาม ปีกซ้าย เดเมี่ยน ดัฟฟ์ รายนี้ว่าดวงเจ้าที่เปล่งแสงสุดในสนามหญ้า

ปีกซ้ายเดเมี่ยนดัฟฟ์ เขาลงเล่นไป 25 นัดและยิงไป 3 ประตูแม้มันอาจจะดูน้อยนิดครับ แต่ผลงานการเล่นของเขาเป็นส่วนสำคัญมากๆ ทีสามารถจบฤดูกาลที่ตำแหน่งรองแชมป์ลีกได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 49 ปีอีกด้วยส่วนผลงานในเวทียุโรป เขาพาทีมทะลุไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ แต่ดูอาการบาดเจ็บทำให้เขาพลาดลงสนาม ในเกมรอบรองที่สโมสรเชลซีแพ้ให้กับโมนาโก แต่จุดเริ่มต้นจริงๆนะครับมันเกิดขึ้นในฤดูกาลที่ 2 ของเขาในการที่ดารเอรี่ต้องก้าวลงจากตำแหน่ง ไม่ต้องตอบโจทย์การพาทีมคว้าแชมป์ได้ กรณีที่กล่าวถึงได้นะว่าเขาเป็นผู้เล่นที่มหัศจรรย์มาก

ทักษะฟุตบอลความรวดเร็วว่องไว ปราดเปรียวการเลี้ยงบอลเขาทำได้ยอดเยี่ยม ทั้งหมดเขาเหมือนกุญแจสารพัดประโยชน์ ที่เปิดขายประตูอุปสรรคออกได้และความสำคัญต่อทีมเป็นอย่างมากเลยล่ะ การเข้ามาแทนตำแหน่งของดาริเอรี่โดจุดเริ่มต้น ที่แท้จริงของสิงห์บลูและปีกซ้ายเดเมี่ยนดัฟฟ์ด้วย โดยในตอนนั้นนะครับโจเซ่มูรินโญ่ผู้จัดการทีม ซื้อตัวอาร์เยนร็อบเบนปีกความไว้จรวดมาร่วมทีม ซึ่งดูเหมือนมันจะเป็นปัญหากับดัฟฟ์โดยตรง

เพราะตำแหน่งของทั้งคู่นั้นซ้อนทับกัน แต่โชคเป็นของดัฟฟ์เพราะร็อบเบนประสบปัญหาอาการบาดเจ็บ ในช่วงแรกที่ย้ายมาทำให้มูรินโญ่ ต้องใช้งานดัฟฟ์และเขาก็ไม่ทำให้เจ้านายโปรตุเกสต้องผิดหวัง เขาตอบแทนด้วยผลงานที่สุดยอด เรื่องราวนักเตะที่พลิกวิกฤตให้เป้นโอกาส championsweek2015.com เล่นดีเกินคำบรรยายในสนามจนแม้แต่มูรินโญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องใจแข็ง เป็นหินอย่างต้องหันกลับมามองใหม่อีกครั้งหนึ่ง นั่นเป็นเพราะว่าดัฟฟ์มีดีแค่ความสามารถ ในสนามเขาว่าเรื่องจิตใจและความเป็นมืออาชีพ ของเขานั้นก็น่าชื่นชมด้วยครับ

ปีกซ้าย เดเมี่ยน ดัฟฟ์

ปีกซ้าย เดเมี่ยน ดัฟฟ์ ปีกสารพัดนึกคุ้มค่าเกินราคา

การใช้ปากพูดว่าเขาไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เขาจะขยันซ้อมและขยันซ้อมให้หนัก เพื่อทำให้แน่ใจว่าเมื่อโอกาสมาถึง เขาจะสามารถโชว์ผลงานที่ได้ออกมาให้ทีมได้จนเมื่อร็อบเบนเขาหายเจ็บกลับมา โจเซ่มูรินโญ่ก็ต้องคิดหนักกันทีมเพราะเขามี 2 สุดยอดนักเตะในตำแหน่งปีกที่ใช้งาน 2 คนในเมื่อมันแก้ยากนักเอาสองคนลงพร้อมกันเลย ให้ร็อบเบนลงเล่นทางกราบขวาแทนแล้ว แม่จะต้องเปลี่ยนการเล่นในสนาม แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยมันก็คือ คุณภาพระดับพรีเมี่ยมที่เขาเป็นจรง เขียนผลงานด้วยปลายสตาร์ทในยุคนั้นนะครับ เชลซีได้ให้กำเนิดคู่หูปีกซ้ายขวาที่โคตรอันตรายขึ้นมาแล้ว เป็นฝันร้ายของกล้องหลังคู่แข่ง

ที่ต้องเผชิญหน้าด้วยสุดท้ายในครับ กลายเป็นคู่สำคัญที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก มาครองได้สำเร็จซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีของสโมสรอีกด้วยแถมในการก้าวไปคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยลีกคัพได้อีก 1 รายการจัดอันดับแรกกล่าวว่าพูดตามตรงเลยว่า ช่วงเริ่มต้นอาชีพผมไม่ได้คิดมากเลยว่า จะมีวันนี้หรอกแต่ผมภูมิใจและดีใจมากๆ ที่ผมได้มาถึงจุดนี้อาจจะดูเป็นคำกล่าวที่ถ่อมตนได้ ครับแต่นั่นคือบุคลิกของเขานั่นเอง มันแบบเป็นคนประเภทที่พูดน้อยและไม่เรื่องมาก

เขามีทัศนคติในการทำงานที่ยอดเยี่ยม จนแม้แต่คนอย่างโจเซ่มูรินโญ่ยังงชื่นชม โดยมูรินโญ่ได้กล่าวว่าเขาเป็นคนทำงานหนักอยู่เสมอ และไม่เคยมีปัญหากับใครเลยสิ่งที่ยอดเยี่ยม ในตัวเขาคือทัศนคติความเป็นมืออาชีพ ที่หาได้ยากมากในซีซั่นต่อมานะครับ เขาก็ยังคงเป็นคนตัวเล็กให้กับเชลซี ในภารกิจป้องกันแชมป์ลีกซึ่งผลงานของเขา ก็ยังคงเป็นมาตรฐานดีเช่นเดิม จนสุดท้ายนะครับจบฤดูกาลเชลซีก็รักษา ถ้วยแชมป์ลีกเอาไว้ได้อีกสมัยได้ เป็นแบบนั้นนะครับเป็นที่รักของสาวกสิ่งทุกคนในตลอดช่วงเวลา ของเชลซีแต่อาการบาดเจ็บที่แวะเวียน เข้ามาหาเขาอยู่บ่อยครั้งจนทำให้สุดท้าย โจเซ่มูรินโญ่ก็ต้องจำใจขาย เดเมี่ยนดัฟฟ์ปีกสาพัด

ไปในปี 2006 ฤดูกาลที่ดีที่สุดในชีวิตนักฟุตบอลของเขา ที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ด้วยการลงเล่นให้ทีมไป 125 นัดกับ 19 ประตูที่ทำได้โดยหลังจากนั้นเขาย้ายไปร่วมทีมสาลิกาดงนิวคาสเซิล และมีผลงานในการพาทีมคว้าแชมป์อินเตอร์โตโต้ครับมาครองได้ และเมื่อสาลิกาดงต้องกระเด็นตกชั้นไปในปี 2009 เขาจึงย้ายตัวเองไม่อยู่กระท่อมหลังน้อยของสโมสรฟูแล่มเป็นระยะเวลา 5 ปีในถิ่นคราเวนค็อตเทจที่เขาลงสนามเป็นตัวหลัก ให้กับทีมเจ้าสัวน้อยมาโดยตลอด

และผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุด การเล่นเดเมี่ยนดัฟฟ์ที่นี่นั่นคือการหักประกากูรูลูกหนังทั่วโลก ในการพาทีมฟูแล่มทะลุทุกอุปสรรค ทะยานเข้าไปถึงนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโรป้าลีกในฤดูกาล 2009 – 2010 และถึงแม้ว่าสุดท้ายนะครับจะต้องอกหัก พลาดคว้าถ้วยแชมป์รายการนี้ แพ้ให้กับทีมตราหมีแอตเลติโกมาดริด ในช่วงต่อเวลาพิเศษด้วยสกอร์ 2-1 แต่มันก็ไม่มีอะไรต้องผิดหวังหรือเสียใจ สำหรับฟูแล่มเลยครับเพราะการได้ลงเล่น ในรายการนี้มันก็ถือเป็นความสำเร็จตั้งแต่แรกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเคี่ยยูเวนตุสที่เป็นทีมยักษ์ใหญ่ ของประเทศอิตาลีหรืออาจจะเรียกได้ว่า เป็นทีมยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอลเลยก็ยังได้

ที่ต้องตกรอบด้วยน้ำมือของฟูแล่ม ในช่วงบั้นปลายชีวิตเขาไปหาประสบการณ์ใหม่ ที่ออสเตรเลียกับสโมสรเมลเบิร์นซิตี้ ก่อนจะกลับมาเล่นให้กับแคมป์ร็อคสโมสรในบ้านเกิด สุดท้ายแล้วเขาก็แขวนสตั๊ดอำลาวงการไปในปี 2012 หากสังเกตให้ดีนะครับจะเห็นได้ว่า จุดเริ่มต้นเส้นทางนักฟุตบอลของเด็ก ระดับนั้นไม่ได้เหมือนกับนักฟุตบอลไอร์แลนด์ทั่วไป เป็นแบบนั้นเล่นให้กับทีมระดับโรงเรียนท้องถิ่นเท่านั้น ก่อนจะข้ามขั้นไปอยู่ในการดูแลของแบล็กเบิร์นโรเวอส์เลย นี่จึงอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่เดเมี่ยนดัฟฟ์เป็นนักฟุตบอลที่สามารถปรับตัวเอง ให้เข้ากับสภาพทีมทันทีการต้องต่อสู้กับความกดดัน มาตั้งแต่เด็กนี่เองครับที่สร้างให้เขามีทัศนคติที่ดี

ในการเล่นฟุตบอลส่วนผลงานในทีมชาติไอร์แลนด์ เขารับใช้ชาติไปมากกว่า 100 นัดและทำประตูซึ่งผลงานที่ควรจดจำ ในสีเสื้อยักษ์เขียวได้มากที่สุดคง จะหนีไม่พ้นในฟุตบอลโลกปี 2002 บนแผ่นดินเอเชียที่เขาพาทีมทะลุผ่านรอบแรกไปได้ แต่แพ้ดวลจุดโทษให้กับทีมชาติสเปน ได้อย่างน่าเสียดายในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในวันประกาศอำลาวงกา รเขาได้กล่าวไว้ว่าผมคิดไตร่ตรองเรื่องนี้ทุกวัน เพราะหัวใจของผมอยากให้ผมเล่นฟุตบอลต่อ แต่สภาพร่างกายของผมมันร้องบอกว่าไม่ไหวแล้ว มันบอกให้ผมหยุดผมโชคดีมากที่มีชีวิตเหมือนฝัน ของเด็กหนุ่มผมอยากขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่ช่วยเหลือผมมาตลอดเส้นทางนี้ตั้งแต่ที่โรงเรียนจนไปถึงที่อังกฤษ ขอบคุณแฟนบอลที่คอยให้กำลังใจผม ขอบคุณครอบครัวที่ยืนเคียงข้างผม ขอบคุณทุกคนจริงๆครับและเพื่อนๆรู้ไหมครับนี้คือชื่อที่เป็นตำนานของไอ้แลน

คู่หูริมเส้นพลิกโฉมพรีเมียร์ลีก เดเมี่ยนดัฟฟ์และร็อบเบน

เดเมี่ยนดัฟฟ์ปิดตำนานกองกลางของเชลชี มีใครรู้จักชายคนนี้ไหมครับเขาคือผู้ชาย ที่ทำให้ผมรู้จักชื่อเชลซีเมื่ออายุ 12 ปีเขาเป็นนักฟุตบอลที่ผมรู้จักในนามเชลซีครั้งแรก และครั้งแรกผมก็จดจำเขาไม่เคยลืมเขาคนนี่คือ เดเมี่ยน ดัฟฟ์ เราย้อนความทรงจำสมัยย้ายมาเป็นนักเตะใหม่ ของเชลซีในฤดูกาลปี 2003 ถึงปี 2004 ภายใต้การกุมบังเหงียนของเชื้อดาวิเอรี่ อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่ง ออกมาอย่างเต็มที่เกิดจากการอาการบาดเจ็บ บริเวณหัวไหล่เล่นงานกับช่วฤดูกาลต่อ มาสิงโตน้ำเงินครามทำการปรับเปลี่ยน กุนซือมาเป็นโซเซ่มูรินโญ่พร้อมทั้งการดึงนักเตะ มาร่วมทีมมากมายหนึ่งในนั้นคือปีจรวดจากฮอลแลนด์นามว่า อาร์เยน ร็อบเบน และโอกาสลงลากเลื้อยริมเส้นของดัฟฟ์ ได้ทำการเริ่มสั่นคลอนครับผมยอมรับว่า ตัวเองรู้สึกย่ำแย่ครับก้าวต่อไปผมไม่ได้ลงสนามตลอด 2 เดือนแล้วก็ได้ยินข่าวคราวการซื้อนักเตะใหม่ แบบนี้ผมต้องใช้ความอดทนและการทำงานอย่างหนัก พร้อมกับหวังว่าทุกอย่างมันออกมาเรียบร้อย

ผมได้ยินมาว่าร็อบเบนเป็นการเล่นปีกซ้าย ขณะเดียวกันผมไม่มีโอกาสลงสนามบ่อยนัก บางทีปัญหาตรงที่สโมสรจับผมโยกไปเล่นในตำแหน่งอื่น ไม่ใช่แค่คำถามที่เป็นกังวลเท่านั้นครับ แฟนบอลหลายคนของเชลซีก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า เมื่อร็อบเบนก้าวขาลงสนามดัฟฟ์นั้น จะต้องเป็นฝ่ายที่เสียสละตำแหน่งของตัวเองอย่างไรก็ตาม เขาคือคนที่ทำความเกรงใจหายไปเมื่อเขาจับคู่ และลงสนามพร้อมกันครับทำให้บรรดานักวิเคราะห์ มองคล้ายกันว่าความเร็วทักษะตลอดจนการสลับตำแหน่งกันไปมา ของทั้งสองคนในแถบริมเส้นทั้ง 2 ฝั่งคอยสร้างความสับสนให้กับแบ็คฝ่ายตรงข้าม สามารถสร้างความยืดหยุ่นและความหลากหลายให้กับแนวรุกของเชลซี

ซึ่งนักเตะริมเส้นฝั่งซ้ายโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตามร็อบเบนสามารถเล่นทางกราบขวาได้ รวมถึงหน้าต่ำในระบบ 4 -4 -2 และ 4- 3 -3 และที่สำคัญเขาสามารถเล่นร่วมกับดัฟฟ์อย่างไม่เคอะเขินดัฟฟ์เล่าต่อถึงระบบการเล่น 4-3-3 ที่เน้นรุก 3 คนผมจะไม่พูดว่ามีสโมสรจำนวนมาก ที่ใช้แผนการเล่นโดยเน้นไปที่ตำแหน่งปีกในการค้ำอยู่เด้านหน้าดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่แตกต่างผู้จัดการทีมคอยบอกว่า เราสามารถสลับฝั่งการเล่นได้ตามที่เราต้องการ ผมคิดว่ามันควรเป็นธรรมชาติแนวรับจะไม่เข้าใจตรงจุดนี้ จึงเป็นเรื่องดีในการปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นไปเรื่อยๆ

ฟุตบอลต่างประเทศ ล่าสุด